อิสลามศึกษา วิถีชีวิตที่มุสลิมทุกคนต้องเรียนรู้

อิสลามศึกษา
วิถีชีวิตที่มุสลิมทุกคนต้องเรียนรู้

ฟาฏินา วงศ์เลขา
จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 เม.ย. 54

          อิสลามเป็นศาสนาที่ส่งเสริมและกระตุ้นเตือนให้มุสลิมศึกษาหาความรู้ทุกด้านตลอดเวลา มิได้แยกความรู้ทางโลกและทางธรรมออกจากกัน  แต่ต้องศึกษาหาความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างสมดุลและต่อเนื่อง  ซึ่งมีคำกล่าวที่เรามักได้ยินเสมอว่า “การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญและเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่จะต้องเป็นทั้งผู้แสวงความรู้และเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ตลอดชีวิต”  ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้และสามารถปฏิบัติตนตามหลักการศาสนาอิสลามได้อย่างถูกต้อง
          อิสลามเป็นศาสนาแห่งศรัทธา  ที่ไม่มีรูปสักการะหรือเครื่องหมายอื่นใด ในการปฏิบัติศาสนกิจนั้นกระทำโดยการระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์  ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า “มุสลิม” หรืออิสลามมิกชน  ซึ่งมุสลิมทั่วทุกมุมโลกแม้ว่าจะแตกต่างด้านเชื้อชาติ  ยศถาบรรดาศักดิ์  ฐานะทางเศรษฐกิจก็ตาม  แต่ทุกคนจะต้องปฏิบัติศาสนกิจอย่างเท่าเทียมกันทั้งชายและหญิง ด้วยหลักศาสนบัญญัติ 5 ประการ คือ การกล่าวปฏิญาณตน  การละหมาดวันละ 5 เวลา การบริจาคทรัพย์ การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน  การประกอบพิธีหัจญ์ ณ นครมักกะฮฺ  
          อิสลามสอนให้ทุกคนยึดมั่นศรัทธาและปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน  เช่น สอนให้รู้จักการขอบคุณผู้มีพระคุณ  ให้มีความอดทนในการทำความดี  อดทนในการละเว้นความชั่ว  มีความซื่อสัตย์สุจริต  ให้มีความรัก  ความบริสุทธิ์ใจ  พอเพียงในสิ่งที่ตนมี  ปฏิบัติตนให้เป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น  หลีกห่างจากการพูดเท็จ  การสงสัยคนอื่นในทางไม่ดี  การโอ้อวด  การอิจฉาริษยา  การนินทากล่าวร้าย  การสอนให้หลีกห่างจากกิเลสและอบายมุขต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องบั่นทอนอนาคต  เป็นต้น  
          ปัจจุบันมีผู้นับถือศาสนาอิสลามจากทุกประเทศทั่วโลก ไม่น้อยกว่า 1,900 ล้านคน  สำหรับประเทศไทยมีมุสลิมกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคประมาณ 7 ล้านคน  โดยเฉพาะในแถบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ในการพัฒนาการศึกษาหน่วยงานภาครัฐได้ให้ความสำคัญทั้งด้านวิชาสามัญ วิชาศาสนา และวิชาชีพ  เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข  ดังที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในการสัมมนานาชาติด้านอิสลามศึกษา ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  ตอนหนึ่งว่า 
          “อิสลามศึกษาต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความพร้อมตอบสนองความต้องการของตลาด สหภาพแรงงาน ให้นักศึกษาจบออกไปประสบความสำเร็จในการหางานทำ สามารถปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้  และหลักสูตรอิสลามศึกษาจำเป็นต้องมีการออกแบบโดยมีมุมมองที่ให้ความสำคัญด้านการตลาด  เมื่อนักศึกษาจบการศึกษาด้านอิสลามศึกษาต้องได้รับการรับรองว่าสามารถหางานที่ต้องการได้  รวมทั้งต้องเชื่อมโยงการแข่งขันที่เน้นอยู่บนพื้นฐานความรู้  ประชาชนชาวมุสลิมต้องเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ... รัฐบาลให้ความสำคัญในการลงทุนพัฒนาอิสลามศึกษา โดยเน้นพัฒนานักศึกษา บุคลากร อันเป็นทุนทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ  ซึ่งการกำหนดนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมาได้มีการขยายโอกาสทางการศึกษา 15 ปี  และอิสลามศึกษาก็เป็นหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้แก่นักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลาม 15 ปี
          อิสลามศึกษาได้เข้ามาในระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนของรัฐมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ซึ่งเกิดจากความต้องการของชุมชน  ผู้ปกครอง และผู้เรียน ปัจจุบันมีการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษาในระบบโรงเรียน 2 มิติ  คือ  มิติแรก เป็นการเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต  กำหนดให้ผู้เรียนที่นับถือศาสนาอิสลามได้เรียนรู้อิสลามศึกษา  ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มุ่งเน้นมาตรฐานผู้เรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  มีความรู้และเข้าใจหลักการศรัทธา หลักปฏิบัติ และหลักคุณธรรม จริยธรรมเพื่อยึดถือเป็นระบบแห่งชีวิต  สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง  
          ส่วนมิติที่สอง  เป็นการเรียนรู้อิสลามศึกษาแบบเข้ม ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรอิสลามศึกษา  ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หรือ “หลักสูตรอิสลามศึกษาแบบเข้ม”  เป็นการจัดการศึกษาด้านศาสนาอิสลามให้กับผู้เรียนควบคู่ไปพร้อมกับการเรียนวิชาสามัญในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีความพร้อม  ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และเหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  เมื่อผู้เรียนจบหลักสูตรจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้งด้านวิชาสามัญและวิชาศาสนา  คือ อิสลามศึกษาตอนต้น (อิบติดาอียะฮฺ)  อิสลามศึกษาตอนกลาง (มุตะวัสสิเฏาะฮฺ)  และอิสลามศึกษาตอนปลาย (ษานะวียะฮฺ)  
          การจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษาให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลนั้น  แน่นอนที่สุดเมื่อมีหลักสูตรแล้ว  ยังจำเป็นต้องอาศัยกลไกในการขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา  ครูผู้สอน  และสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้  นั่นคือ “สื่อการเรียนรู้”  ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงเสริมที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น
          ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้จัดทำหนังสือเรียนอิสลามศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางฯ ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6  มัธยมศึกษาปีที่ 1-2  และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 เล่ม คือ ระบอบชีวิตในอิสลาม  กฎหมายอิสลาม อรรถาธิบายอัล-กุรฺอาน เสร็จเรียบร้อยแล้ว  และจัดจำหน่ายโดยองค์การค้าของ สกสค. 
          สำหรับหนังสือเรียนตามหลักสูตรอิสลามศึกษาแบบเข้มนั้น  ได้ดำเนินการจัดทำต้นฉบับระดับอิสลามศึกษาตอนต้นและอิสลามศึกษาตอนกลาง  ซึ่งต้นฉบับทุกสาระจัดทำเป็นภาษามลายู  เนื่องจากหลักสูตรเน้นให้สถานศึกษาในพื้นที่ที่ใช้ภาษามลายูสื่อสารในชีวิตประจำวันจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษามลายูเป็นสื่อในการเรียนรู้สาระอื่น ๆ ด้วย  โดยแบ่งเป็น 8 สาระ สาระละ 9 ชั้นปี  รวมทั้งสิ้น 72 เล่ม  คือ  อัล-กุรฺอาน  อัล-หะดีษ  อัล-อะกีดะฮฺ (หลักศรัทธา)  อัล-ฟิกฮฺ (ศาสนบัญญัติ)  อัต-ตารีค (ศาสนประวัติ)  อัล-อัคลาก (จริยธรรม)  ภาษาอาหรับ  และภาษามลายู  ขณะนี้ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ  ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด  อาจารย์มหาวิทยาลัย  ศึกษานิเทศก์  ครูผู้สอนอิสลามศึกษา  และผู้เกี่ยวข้อง  ร่วมบรรณาธิการเพื่อตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหาและภาษามลายูอีกครั้ง  ก่อนที่จะจัดพิมพ์เผยแพร่ให้สถานศึกษานำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่สังคมคาดหวังต่อไป  
          อิสลามเป็นวิถีชีวิตที่มุสลิมทุกคนจะต้องเรียนรู้และถือปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัดด้วยความศรัทธามั่น  ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรม จริยธรรม  คุณงามความดีทั้งปวง อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุขอย่างยั่งยืน