อ่าน-เขียนภาษาไทยไม่ได้ ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข

อ่าน-เขียนภาษาไทยไม่ได้ ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข 

ฟาฎินา วงศ์เลขา

 

      ประเทศไทยแม้จะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่นับว่าโชคดีที่มีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติเป็นของตนเอง ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน เป็นเอกลักษณ์ของชาติที่สำคัญอย่างหนึ่ง คงต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องช่วยกันใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเพื่ออนุรักษ์รักษาภาษาไทยซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งให้อยู่ยั่งยืนยาวคู่ไทยเราสืบไป 

     จากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารหรือเหตุอื่นใดก็ตามที ที่ส่งผลให้กระแสวัฒนธรรมจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาอย่างคล่องตัวและรวดเร็ว  ปัจจุบันการใช้ภาษาไทยของคนในชาติจึงผิดเพี้ยนกันมากขึ้นทุกที ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าวิตก และจำเป็นต้องเร่งรีบช่วยกันแก้ไขก่อนที่จะสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสั่งสมสืบทอดเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ 

     เราจะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงห่วงใยในการใช้ภาษาไทย และทรงย้ำให้ประชาชนชาวไทยตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทย โดยได้พระราชทานแนวคิดในการอนุรักษ์ภาษาไทยในโอกาสต่าง ๆ เสมอ ดังเช่นพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ความว่า

     “ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนือง ๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคน จึงมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้...” 

     จากความเสื่อมถอยในการใช้ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดให้ “วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี” เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” มาตั้งแต่ปี 2542 ทั้งนี้เพื่อช่วยกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยได้ตระหนักและเห็นคุณค่าของภาษาไทยนั่นเอง 

     อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของการจัดการศึกษามีความจำเป็นต้องให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องตัวอักษรไทย อ่านภาษาไทย เขียนภาษาไทยให้ได้และถูกต้องชัดเจน โดยหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3) ได้กำหนดมาตรฐานด้านการอ่านไว้ เช่น สามารถอ่านได้ถูกต้องตามหลักการอ่าน อ่านได้คล่องและเร็ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องตามลักษณะคำประพันธ์และอักขรวิธี เป็นต้น ส่วนมาตรฐานด้านการเขียน เช่น สามารถเขียนคำได้ถูกความหมายและสะกดการันต์ถูกต้อง ใช้ความรู้และประสบการณ์เขียนประโยค ข้อความ และเรื่องราวแสดงความคิด ความรู้สึก ความต้องการ และจินตนาการ เป็นต้น

     แต่ขณะนี้มีประเด็นปัญหาที่หยิบยกกันมาพูด   ถึงอีกครั้งหนึ่ง และจำเป็นต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน คือ ปัญหานักเรียนบางพื้นที่ที่ยังอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้มาตรฐานของหลักสูตร เพราะจากการสำรวจนักเรียนชั้น ป.2 ของสำนักงาน  คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 637,004 คน พบว่า มีนักเรียนที่มีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ถึง 79,358 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 12.45 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่นักเรียนไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน 

     โดยจังหวัดที่มีอัตราจำนวนนักเรียนที่มีปัญหาด้านการอ่านออกเขียนได้ในระดับน้อยเรียงตามลำดับ คือ กรุงเทพฯ ร้อยละ 1.37 อุบลราชธานี ร้อยละ 2.53 เชียงราย ร้อยละ 2.71 ชลบุรี ร้อยละ 2.89 ปทุมธานี ร้อยละ 3.06 เป็นต้น

     จากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นั้น คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มาจาก 4 สาเหตุใหญ่ คือ 1. ปัญหาครอบครัวยากจน เด็กต้องขาดเรียนบ่อย ๆ จนเวลาเรียนไม่ครบ 2. เด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยที่บ้าน 3. มีปัญหาการเรียนรู้ ซึ่งมีประมาณร้อยละ 5-6 บางโรงเรียนอาจมีมากกว่านี้ และ 4. เด็กในโรงเรียนที่มีครูไม่เพียงพอหรือขาดแคลนครู ซึ่งการดำเนินการแก้ปัญหาการเรียนรู้ในปีนี้มีโครงการรณรงค์หลากหลาย เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนได้เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาการอ่านการเขียนภาษาไทย โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนชั้น ป.3 ทุกคนอ่านออกเขียนได้ในปีการศึกษา 2550 

     อย่างไรก็ตาม การเสริมประสิทธิภาพเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยให้นักเรียน ป. 3 สามารถอ่านออกเขียนได้ทุกคนนั้น คงต้องอาศัยกลยุทธ์ที่หลากหลาย เช่น ต้องให้ความสำคัญโดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง สร้างความตระหนักให้ครูทุกคนเห็นความสำคัญของภาษาไทย ไม่เฉพาะเพียงแค่ครูภาษาไทยเท่านั้นแต่รวมถึงครูที่สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นด้วย จัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอ ให้สถานศึกษามุ่งสมรรถภาพการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียน  ส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนแต่ละแห่งสามารถจัดการเรียนการสอนภาษาไทยและการวัดผลประเมินผลรูปแบบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ อาจใช้เกณฑ์ประกอบการติดตามประเมินผลด้านการอ่าน โดยใช้บัญชีคำพื้นฐาน ซึ่งกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เคยวิจัยไว้ เช่น อ่านคำได้ร้อยละ 70 จากจำนวนคำที่กำหนดไว้ในบัญชีคำพื้นฐาน ซึ่งกำหนดจำนวนคำแต่ละชั้นไว้ดังนี้ ป.1 จำนวน 950 คำ ป.2 จำนวน 1,808 คำ ป.3 จำนวน 3,016 คำ ส่วนด้านการเขียน ประเมินจากการเขียนคำ เขียนประโยค และข้อความได้ถูกต้อง ตามระดับความยากง่ายของคำพื้นฐานที่กำหนดในชั้น ป.2 และ ป.3 เป็นต้น

     ก็คงไม่เพียงแค่สถาบันการศึกษาเท่านั้นที่จะต้องตระหนักให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของภาษาไทย แต่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนชาวไทยทุกคนจะต้องร่วมใจกันใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องด้วย เพื่ออนุรักษ์รักษาภาษาไทยให้เป็นภาษาประจำชาติที่ยังคงความสละสลวยงดงามตลอดไป