คุณธรรมนำความรู้ ขับเคลื่อนการศึกษาแก้วิกฤติชาติ

คุณธรรมนำความรู้ ขับเคลื่อนการศึกษาแก้วิกฤติชาติ

ฟาฏินา วงศ์เลขา 

     การศึกษาของไทยแต่เดิมนั้นได้เน้นแนวคิดเรื่องความรู้คู่คุณธรรมมาเป็นเวลายาวนาน แต่จากสถานการณ์ที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาที่ค่อนข้างวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ทุกภาคส่วนในสังคมต่างตระหนักดีและมีความเห็นที่ตรงกันว่า สืบเนื่องมาจากปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม รวมถึงวิถีประชาธิปไตย ก่อให้เกิดความแตกแยกที่นำไปสู่การขาดความสามัคคี ดังที่ต้องมีการระดมสรรพกำลังมาร่วมด้วยช่วยกันสร้างความสมานฉันท์ ความสามัคคีปรองดองให้เกิดอย่างเช่นทุกวันนี้

     ปรัชญาการศึกษาในอดีตมักมุ่งเน้นที่จะสร้างคนให้เป็นคนเก่ง นับตั้งแต่การเน้นให้เด็กไทยมีความรู้คู่คุณธรรม มาจนถึงเก่ง ดี มีสุข ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ก็ได้มองข้ามจุดบอดที่ว่า ถ้าคนเก่งหรือฉลาดแต่ถ้าหากขาดคุณธรรม จริยธรรม ก็อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนเก่งคนฉลาดเหล่านั้นได้สร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ตนเองดูดีในสังคมมีความสง่างามน่ายกย่องเชื่อถือ แต่กลับแอบแฝงด้วยการตักตวงผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องได้อย่างเต็มที่และแนบเนียน ซึ่งถือเป็นตัวอันตรายต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 20 สิงหาคม 2507 ที่ว่า...

     “วิชาความรู้นั้น ถ้าใช้ในทางที่ดีด้วยความรู้เท่ากัน ก็จะช่วยป้องกันประเทศชาติให้พ้นภยันตรายจากศัตรู และสามารถช่วยการพัฒนาบ้านเมืองให้ทันกับความเจริญของโลกในปัจจุบันได้ แต่ถ้าใช้ด้วยความหลงแล้ว ก็จะเป็นอันตรายแก่ตนเอง และแก่ชาติบ้านเมืองอย่างร้ายกาจที่สุด...”

     พระบรมราโชวาทข้างต้นแม้ว่าจะพระราชทานมานานกว่า 40 ปีมาแล้ว แต่ในโลกยุคการสื่อสารไร้พรมแดนอย่างเช่นปัจจุบันที่มีข้อมูลหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ยังสามารถนำมาใช้เพื่อปลูกจิตสำนึกให้กับคนไทยได้ตระหนักถึงการใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมอันจะนำมาซึ่งความสันติสุข ไม่ใช่ใช้ความรู้เพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมือง

     เราจะเห็นว่าคนไทยได้ให้ความสำคัญกับการเรียนไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่าชนชาติใด เห็นได้ชัดเจนจากการแก่งแย่งกันเข้าเรียนในโรงเรียน ดัง ๆ หรือสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง อาจจะเป็นเพราะผู้ปกครอง ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าถ้าหากลูกหลานของตนได้เข้าเรียนในโรงเรียน ดัง ๆ แล้วจะได้รับความรู้มากกว่าโรงเรียนอื่น ซึ่งค่านิยมเช่นนี้อาจจะมีผลสืบเนื่องมาจากการที่สังคมไทยนิยมยกย่องเชิดชูคนเก่งมาก กว่าคนดี หลายครั้งที่ได้มีการหยิบยกมาเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่เสมอว่าระหว่างความรู้กับคุณธรรมอะไรสำคัญกว่ากัน แต่สุดท้ายสังคมไทยก็มุ่งเป้าหมายหลักไปที่การแสวงหาความรู้หรือให้ความสำคัญกับคนเก่งอยู่ดี จนบางครั้งดูเหมือนว่าจะละเลยเรื่องคุณธรรมหรือการเป็นคนดีด้วยซ้ำไป

     เราจึงได้เห็นการนำเสนอข่าวทางสื่อ มวลชนบ่อยครั้งอันเกิดมาจากการเป็นคนเก่งแต่ไร้คุณธรรม เช่น กรณีนักศึกษาแพทย์หรือนายแพทย์กลายเป็นฆาตรกรเหี้ยมโหดที่น่าสยดสยอง หรือนักธุรกิจที่ชาญฉลาดบางคนแสวงหาผลประโยชน์โดยการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ส่งผลให้ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง เป็นต้น จึงอยากฝากให้คิดสักนิดว่าคนที่เป็นคนเก่งนั้นใช่ว่าเขาจะเป็นคนดีได้โดยอัตโนมัติ และจงอย่าเชื่อมั่นว่าความรู้เท่านั้นที่จะเป็นกุญแจไขไปสู่ความสำเร็จ

     เป็นที่น่ายินดีที่นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นำโดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ เมื่อ 27 ตุลาคม 2549 ได้ชูประเด็นคุณธรรมนำความรู้ ดังเช่น ข้อความตอนหนึ่งที่ว่า “รัฐบาลมุ่งมั่นจะสร้างสังคมเข้มแข็งที่คนในชาติ อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานของคุณธรรม โดยมีนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมนำความรู้...การจัด การศึกษา จะเน้นการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่ สถานศึกษาและท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน เพื่อให้การศึกษาสร้างคนและสร้างความรู้สู่สังคมคุณธรรม คุณภาพ สมรรถภาพ และประสิทธิภาพ”

     กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เร่งปฏิรูปการศึกษาที่ยึดหลักคุณธรรมนำความรู้เข้าสู่ระบบการศึกษา ให้มีการเสริมสร้างความตระหนักในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถานศึกษา โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ที่เน้นการเรียน การสอน การจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมในทุกระดับการศึกษา เพื่อหวังแก้ปัญหาภาวะวิกฤติปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาของการขาดคุณธรรมนั่นเอง

     การปลุกกระแสการพัฒนาและแก้ปัญหาวิกฤติในสังคมโดย การผลักดันให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมระบบคุณธรรมนำความรู้ โดยใช้ คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจต้องใช้เวลา แต่ก็คงไม่ยากเกินฝันหากทุกภาคส่วนในสังคมร่วมกันขับเคลื่อนและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนไทยได้เห็นและเกิดการซึมซับจนเป็นนิสัย เพราะเชื่อแน่ว่าคนเก่งอาจจะเป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองได้ แต่ถ้าเป็นคนดีด้วยก็จะสามารถที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน