โรงเรียนกับการส่งเสริมประชาธิปไตยและสังคมสันติสุข

โรงเรียนกับการส่งเสริมประชาธิปไตยและสังคมสันติสุข

ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ราชบัณฑิต เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

๑. ความขัดแย้งทางการเมืองและคู่ขัดแย้งในปัจจุบัน
          ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๘ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ๔ ปีเศษแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร แต่หลายฝ่ายมีความวิตกกังวลว่าความขัดแย้งนี้จะนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันเอง!
          ความขัดแย้งที่กลายเป็นความแตกแยกเรื้อรังในสังคมนี้ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายเหลือคณาในหลายด้าน
          ประการแรก สถาบันทุกสถาบันถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งไม่ว่าพรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมาก ก็จะถูกอีกฝ่ายหนึ่งชุมนุมประท้วงขับไล่อย่างยืดเยื้อ องค์กรอิสระและศาลเองซึ่งเป็นที่ศรัทธาของประชาชนก็ถูกวิพากษ์อย่างเปิดเผย แม้สถาบันองคมนตรีซึ่งไม่เคยถูกวิจารณ์ ก็ตกเป็นเป้าการโจมตีของบางฝ่ายอย่างเปิดเผย สิ่งนี้สร้างวิกฤตความเชื่อมั่น (Trust) ในสถาบันสำคัญของชาติเกือบทุกสถาบัน
          ประการที่สอง วิกฤตเรื้อรังนี้ทำให้เกิดความสั่นคลอนในหลักนิติธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน การปิดสนามบินสุวรรณภูมิ การยึดทำเนียบรัฐบาลและการก่อความวุ่นวายในเดือนเมษายนที่ผ่านมาทำให้เป็นข่าวไปทั่วโลกเสมือนหนึ่งประเทศไทยใกล้อนาธิปไตยเข้าไปทุกที
          ประการที่สาม ความแตกแยกร้าวลึกนี้ระบาดไปทั่วทั้งในครอบครัว สำนักงานและแม้กระทั่งระหว่างภาคต่างๆ จนถึงกับมีผู้ตั้งคำถามว่า ชาติไทยจะยังคงเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวอยู่ได้อีกนานเพียงใด?
          ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังไม่รวมความเสียหายทางเศรษฐกิจซึ่งประเมินค่ามิได้อีกมหาศาลเมื่อเทียบกับความขัดแย้งในเกาหลีใต้ปี ๒๐๐๖ ซึ่งรุนแรงน้อยกว่าเรามาก แต่เขามีตัวเลขชัดเจนว่า ในปีนั้นมีการเดินขบวน ๑๑,๐๓๖ ครั้ง สังคมเสียหายไป ๕.๖ ถึง ๙.๖ พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ๑.๕๖ % ของ G.D.P. ปีนั้น (KDI report ๒๐๐๖) ของเราความเสียหายคงมากกว่าหลายเท่าตัว  มีการวิเคราะห์สาเหตุแห่งความขัดแย้งนี้หลายทาง อาทิ เป็นความขัดแย้งระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีและคณะกับกลุ่มผู้ต่อต้าน อันเป็นเรื่องการโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบธรรม(Legitimacy) ของอดีตผู้นำ บ้างก็ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งกับข้าราชการทหารและพลเรือนที่ถูกเรียกว่า อมาตยาธิปไตย  บ้างก็ไปไกลกว่านั้นมาก โดยพยายามดึงความขัดแย้งดังกล่าวโยงไปสู่สถาบันสูงสุดซึ่งไม่อยู่ในฐานะที่จะอธิบายโต้ตอบใดๆ ได้
          อันที่จริง ความขัดแย้งเสื้อเหลือง-เสื้อแดงมีที่มาลึกกว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในวันนี้มากนัก ถ้าวิเคราะห์ลงไปให้ลึกซึ้งแล้ว สาเหตุความขัดแย้งนี้มาจากการจัดสรรทรัพยากรและความมั่งคั่งที่ไม่เป็นธรรมในสังคมไทยอันเกิดจากยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศหลายทศวรรษที่ให้ความสำคัญกับ “คนมี” แต่ละเลย “คนจน” นโยบายประชานิยมที่เริ่มโดยอดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย ได้ทำให้คนไม่มีส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงพลังอำนาจทางการเมืองของตน ในขณะที่รัฐบาลดังกล่าวก็อาศัยคะแนนนิยมกระทำการฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและบิดผันการใช้อำนาจนานัปการจนเป็นที่มาของ การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ กล่าวโดยสรุปก็คือ ปรากฏการณ์ความขัดแย้งนี้มีวิวาทะเสื้อเหลือง – แดงเป็นยอดของภูเขาน้ำแข็งที่ฐานล่างของภูเขาสองลูกที่กำลังปะทะกันก็คือ โครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรและความมั่งคั่งของคนในประเทศ (โปรดดูรายละเอียดใน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตทางการเมืองในประเทศไทยในอดีตและปัจจุบัน, ๒๕๕๒.)
          แต่ถ้าเราจะมาวิเคราะห์ที่ตัวละคร ก็จะพบว่าตัวละครส่วนใหญ่ที่กำลังขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจฟาดฟันกันอยู่ล้วนอยู่ในวัย ๕๐ เศษขึ้นไปทั้งสิ้น จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวละครที่กำลังขัดแย้งกันนี้ คือกลุ่มเดียวกับที่ร่วมสมัยกับเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หากเทียบกับเหตุการณ์ในวันนี้กับเมื่อปี ๒๕๑๖ เราจะพบความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
          ในปี ๒๕๑๖ เยาวชนหรือนิสิต นักศึกษาเป็นผู้ก่อการประท้วงรัฐบาลเผด็จการเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย โดยนักศึกษาเหล่านั้นไม่ได้มีทุนมหาศาลเหล่านั้นหนุนหลังและไม่ได้มีสื่อของตนเองอาศัยเพียงแรงสนับสนุนของคนที่ไม่ชอบรัฐบาลเผด็จการและสื่อมวลชนที่ต้องการเสรีภาพ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” และ “ความเป็นธรรมในสังคม” คือ  เครื่องหล่อเลี้ยงความสำเร็จของขบวนการดังกล่าว
          แม้เมื่อรัฐบาลในเวลานั้นลงมือปราบปรามนักศึกษาและมีการเสียเลือดเนื้อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงลงมาระงับวิกฤต อันเป็นเหตุให้รัฐบาลหยุดกระทำรุนแรงต่อนักศึกษาและประชาชน
          แต่ความขัดแย้งในวันนี้ไม่มีเยาวชนเป็นคนนำ มีแต่ผู้นำที่ล้วนพ้นหรือใกล้พ้นวัยทำงานเป็นแกน มีแหล่งทุนสนับสนุนมหาศาล มีสื่อของตนเอง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การเรียกร้องก็เน้น “การเล่นงาน” หรือ “ความเป็นธรรม” ให้คนบางกลุ่มบางคนแม้จะพยายามยกประชาธิปไตยขึ้นบังหน้าก็ตาม ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต่างฝ่ายต่างเชิดประชาชนออกเป็นทัพหน้าจนเกิดความหวั่นวิตกกันว่าจะไม่พ้นภาษิตไทยที่ว่า “เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ” และด้วยเหตุที่เป็นความขัดแย้งร้าวลึกระหว่างประชาชน-ประชาชนนี่เอง ที่องค์พระประมุขไม่ทรงอยู่ในฐานะที่จะทรง “ดับร้อน ผ่อนเย็น” ได้ดังกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือพฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง รัฐบาล – ประชาชนและรัฐบาลก็น้อมรับพระราชกระแสหยุดความรุนแรงที่กระทำต่อประชาชน วันนี้ถ้าทรงกระทำการอย่างเดียวกัน แต่ประชาชนที่กำลังห้ำหั่นกันไม่สนองพระราชกระแส อะไรจะเกิดขึ้น?
          ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ เราทั้งหลายจึงควรมาร่วมกันคิดว่าจะหยุดความขัดแย้ง ไม่ให้เกิดการนองเลือดและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างไร?
          ภาษิตไทยแต่โบราณมีว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” คู่ขัดแย้งวันนี้คือไม้แก่ หากไปดัดเข้า ถ้าต้นไม้ไม่หัก คนดัดก็คงเจ็บตัว เราจึงต้องหันมาคิดถึงไม้อ่อน อันได้แก่ เด็กและเยาวชนทั้งหลายเพราะ “the children is father of the man” (Wordsworth ใน My Heart Leaps Up) และเพราะเด็กและเยาวชนในวันนี้จะเป็นผู้ที่สร้างสังคมและชาติในอนาคต

๒. โรงเรียนกับการสร้างประชาธิปไตยคุณภาพ
          สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คงเป็นไปได้ยากในหมู่ไม้แก่ดัดยาก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน ทั้งยังต้องใช้เวลาในการทำให้ผู้นำการเมืองยอมรับ เพราะการปลดปล่อยให้ราษฎรที่เป็นคนต้องพึ่งพิงโดยตลอดเป็นอิสระพ้นจากการพึ่งพานั้น เป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างตรงจุดก็จริง แต่กว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลานาน ทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการกระทบต่อฐานทุนของบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายและที่สำคัญก็คือ การปลดปล่อยคนที่ต้องพึ่งพิง พึ่งพาให้อิสระ จะทำให้การแสวงหาคะแนนนิยมทางการเมืองระยะสั้นเฉพาะหน้าในการเลือกตั้งทำได้ยากมากขึ้น
          อย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่เริ่มสร้างคนและสร้างกระแสสังคมเพื่อเรียกร้องกดดันให้ผู้นำการเมืองต้องทำ โดยเรียกร้องดังกระหึ่มพร้อมกันทั้งสังคมแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว เราก็จะเห็นสังคมไทยตกเข้าสู่วงจรแห่งความขัดแย้งร้าวลึกและมีความรุนแรงในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
          กระบวนการสร้างคนนั้น นอกจากครอบครัวแล้ว โรงเรียนมีความสำคัญสูงสุดและในโรงเรียนนั้น “ผู้สร้าง” คือ ผู้บริหารและครูในโรงเรียน ซึ่งพระพุทธองค์ถือเป็น “ทิศเบื้องขวา”เพราะเป็นผู้นำทางความรู้ และคุณธรรมของเด็กและเยาวชน หากจะกล่าวว่า ผู้บริหารโรงเรียนและผู้เป็นครูบาอาจารย์เป็นผู้มีความสำคัญสูงสุดในการสร้างประชาธิปไตยคุณภาพ สังคมคุณภาพก็คงไม่เกินความจริง
          ๒.๑ การสร้างแบบอย่าง
                    การสร้างคนที่ดีที่สุดคือ การพูดและทำให้นักเรียน นักศึกษาเห็นเป็นแบบอย่าง เหมือนแม่ปูเดินให้ลูกปูดู ดังนั้น ประชาธิปไตยคุณภาพจะเกิดไม่ได้เป็นอันขาดถ้าผู้บริหารและครูไม่สอนให้ถูกต้องตามวัฒนธรรมประชาธิปไตยและไม่ทำตามสิ่งที่ตนสอน ในทางตรงกันข้ามถ้าครูสอนและประพฤติตามที่ตนสอนโดยสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่เรียกว่า “สอนอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ทำอย่างไรก็สอนอย่างนั้น” (ยถาวาที ตถาการี) ประชาธิปไตยคุณภาพก็จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนซึ่งเดินตาม
                    การสร้างแบบอย่างกระทำได้ไม่ยาก ถ้าในการบริหารโรงเรียนและการเรียนการสอนยึด หลักการบางประการ ดังนี้
                    - การเปิดให้มีส่วนร่วมจากครูในการบริหาร เปิดให้มีส่วนร่วมจากนักเรียน นักศึกษา ในการเรียนการสอน เพราะส่วนร่วมเป็นต้นธารของธรรมาภิบาล ข้ออื่นๆ ทุกข้อเหมือนสัมมาทิฐิเป็นต้นธารของมรรคมีองค์แปดในพุทธศาสนานั้นเอง แต่ส่วนร่วมจะมีไม่ได้ถ้าไม่ให้มีการรวมกลุ่มที่สร้างสรรค์ และมีการรับฟังอย่างแท้จริง ดังนั้นการรวมกลุ่ม (Freedom of Association) เป็นชมรม เป็นสภาเด็กและเยาวชนหรือกลุ่มอื่นๆ จึงควรให้การสนับสนุน การจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยวาจาและเป็นหนังสือโดยรับฟังอย่างเท็จจริงด้วยจิตเปิดและปราศจากอคติก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อเป็นเช่นนี้ “อำนาจครอบงำ” ที่ผู้บริหารหรือครูมีอยู่ต้องลดระดับลงและใช้เท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
          ๒.๒ การส่งเสริมความเป็นพลเมือง
                    การสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองให้เห็นว่า เรื่องสาธารณกิจ (Public affair) ทุกเรื่อง ทั้งปัญหาของโรงเรียน ปัญหาของชุมชน ปัญหาของท้องถิ่นเป็นปัญหาของทุกคนร่วมกันและทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องสำคัญ ต่อเมื่อผู้บริหารและครูได้ชักชวนให้นักเรียน นักศึกษาได้มีโอกาสร่วมกัน
                    - ศึกษาปัญหาของโรงเรียน ของชุมชน ของท้องถิ่น ฯลฯ และแลกเปลี่ยนทัศนะระหว่างกันและแลกเปลี่ยนทัศนะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เช่น นักเรียนต่างห้อง ครู ผู้นำชุมชน อบต. อบจ. ส่วนราชการ ฯลฯ
                    - รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ จากแหล่งต่างๆ เช่น ห้องสมุด นักวิชาการ NGOs ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ตรวจสอบนโยบาย กฎหมาย พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหา ฯลฯ
                    - หาทางแก้โดยเสนอแนวทางแก้ปัญหา (ทางเลือกของนโยบายสาธารณะ-Public Policy
Alternative) โดยดูทางเลือกหลายๆ ทาง ทั้งข้อดี ข้อเสียและทางออกที่เห็นว่าดีที่สุด)
                    - ทำแผนปฏิบัติการของนักเรียนเองและของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกๆ กลุ่ม
                    - นำเสนอทางแก้ปัญหา (นโยบายสาธารณะ) อย่างเป็นระบบต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ขั้นตอนเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่นำมาจาก “โครงการสร้างสำนึกพลเมือง” ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์พลเมืองศึกษาสหรัฐอเมริกา (Center for Civic Education) และสถาบันพระปกเกล้าได้นำมาใช้ร่วมกับโรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ กว่า ๑๐๐ แห่ง และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า สร้างสำนึกพลเมืองให้เกิดขึ้นแก่เยาวชนอย่างแท้จริงและมีความเปลี่ยนแปลงเป็นนัยสำคัญในพฤติกรรมและทัศนคติ เป็นวิธีการสอนด้วยการให้ลงมือทำและเกิดผลได้จริง ไม่ใช่สอนโดยระบบเล็คเชอร์(Teacher Teaching) แบบเดิมๆ ซึ่งเน้นความจำเพื่อสอบ ไม่ใช่การลงมือทำจริงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทัศนคติและพฤติกรรม
                    นอกจากการส่งเสริมความเป็นพลเมืองโดยการลงไปร่วมแรงร่วมใจกันหาทางแก้ปัญหาจริงแล้ว การเปิดพื้นที่สาธารณะ (Public Space) เช่น สนามกีฬา ห้องทำกิจกรรมบอร์ด หนังสือประจำโรงเรียน จดหมายข่าว ฯลฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรียนรู้ร่วมกัน ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเช่นกัน
          ๒.๓ การร่วมกันรณรงค์ทางสังคม
                    ถ้าโรงเรียนปลูกฝังสำนึกพลเมืองให้นักเรียน นักศึกษาได้อย่างดี แต่ครอบครัว ชุมชน ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เห็นความสำคัญและยังคงประพฤติปฏิบัติแบบเดิมๆ ใน “วัฒนธรรมอำนาจ” เด็กและเยาวชนก็จะประสบทวิภาวะ คือ ในโรงเรียนเป็นประชาธิปไตยคุณภาพ แต่ในบ้านในสังคมเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตยอุปถัมภ์ ความสับสนก็จะเกิดขึ้นและในหลายกรณี ครอบครัวและสังคมก็จะชนะ โรงเรียนก็จะพ่ายแพ้ ดังนั้น การสร้างสำนึกพลเมืองจึงต้องร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ครูและนักเรียนที่จะรณรงค์ให้ครอบครัว ชุมชน ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับรู้และมีส่วนร่วมในการช่วยผู้บริหาร ครูและนักเรียนอย่างแท้จริง
                    ต่อเมื่อทุกฝ่ายร่วมกันอย่างแท้จริง สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นในโรงเรียน ในบ้าน ในชุมชน ในท้องถิ่นโดยไม่ต้องพร่ำสอนเหมือนเดิม เพราะทุกฝ่ายได้เห็นประสบการณ์จริงของความเข้มแข็ง ร่วมแรงร่วมใจกันของทุกฝ่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพแท้จริง สังคมคุณภาพก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นจากโรงเรียนขยายไปสู่ชุมชน ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและไปทั่วทั้งอำเภอและทุกจังหวัด และเมื่อเสียงเรียกร้องกระหึ่มทั้งสังคมแล้วนั่นแหละ  ผู้นำการเมืองระดับชาติก็จะรับฟังและตอบสนองอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่พ้น

สรุป
          ลองหลับตานึกภาพดูว่า ประเทศไทยทั่วประเทศเรียนรู้ร่วมกันในการสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองโดยมีโรงเรียนที่สร้างคน สร้างความรู้ สร้างคุณธรรมเป็นผู้เริ่มต้นและขยายไปทั่วทั้งสังคมไทย ทำให้คนไทยทั้งสังคมเรียนรู้ร่วมกันด้วยการปฏิบัติจริงในการแก้ปัญหาชุมชนและสังคมในแต่ละภาคส่วนที่ตนเกี่ยวข้อง ก็จะเกิดประชาธิปไตยคุณภาพ สังคมคุณภาพขึ้นทั่วไปหมด เมื่อใดที่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่นต่างไม่รอ ไม่งอมืองอเท้าให้ผู้นำการเมืองต้องคอยคิด คอยตัดสินใจให้แก่เรา และเราเท่านั้นที่ร่วมกันสร้างสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น เมื่อนั้น เราจึงจะพูดได้อย่างแท้จริงว่านี่คือสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมและสันติสุขเพราะเราร่วมกันสร้างขึ้นอย่างแท้จริง

หมายเหตุ
          ๑. โรงเรียนใดประสงค์จะจัด “โครงการสร้างสำนึกพลเมือง” ติดต่อประสานได้ที่ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า โทรศัพท์ ๐-๒๕๒๗–๗๘๓๐–๙ ต่อ ๒๓๐๔ โทรสาร ๐-๒๕๒๗-๗๘๒๒ และ www.kpi.ac.th
          ๒. ครู/นักเรียน สามารถรวมกลุ่มกันทำโครงการขอสนับสนุนเงินเพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมความเป็นพลเมืองและกิจกรรมสาธารณะในชุมชนของตนได้ที่ กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองสภาพัฒนาการเมือง โทรศัพท์ ๐-๒๑๔๑-๙๗๐๗ โทรสาร ๐-๒๕๒๗-๗๘๒๒ และ www.pdc.go.th

ความคิดเห็น

ได้อ่านและได้รับคำอะบายความขั

ได้อ่านและได้รับคำอะบายความขัดแย้งที่กระจ่างชัดอย่างยิ่ง รู้สึกว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือสร้างความเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยค่ะ