กฎเหล็ก ศธ. รับนักเรียนปี 54 เพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาค

กฎเหล็ก ศธ. รับนักเรียนปี 54 
เพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาค

ฟาฏินา วงศ์เลขา
จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 ก.พ. 54

          เทศกาลแห่งความเครียดได้เริ่มปรากฏให้เห็นขึ้นอีกระลอกหนึ่ง สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังเตรียมพร้อมให้บุตรหลานเข้าโรงเรียนแห่งใหม่  ไม่ว่าจะเข้าเรียนชั้น ป.1  ม.1  และ ม.4  เพราะใกล้ช่วงของการรับนักเรียนเข้าเรียนเข้ามาทุกที  โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกหลานได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดี เด่น ดัง  ด้วยแล้ว  ก็ยิ่งทบทวีภาวะความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น  
          การให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ดี เด่น ดัง  ย่อมเป็นความต้องการและคาดหวังของพ่อแม่จำนวนไม่น้อย  แต่พ่อแม่พึงตระหนักและควรย้อนกลับไปทบทวนสักนิดว่า  การให้ลูกเข้าโรงเรียนดังนั้นเป็นความจำเป็น ต้องการ หรือตามกระแสสังคม  เพราะบางครั้งการที่ลูกได้เรียนในโรงเรียนดัง ไม่ได้หมายความว่า  เป็นโอกาสที่ดีของลูกเสมอไป  แน่นอนการสอบเข้าเรียนในโรงเรียนดัง  อัตราการแข่งขันสูง  ภาวะความกดดันย่อมสูงตามด้วยเป็นธรรมดา  เมื่อไม่ผ่านการคัดเลือกก็ก่อให้เกิดปัญหา “เด็กฝาก” หรือ “การฝากเด็ก”  เกิดขึ้น  ซึ่งถือเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับระบบการศึกษาไทยมาเป็นเวลายาวนานที่ยากต่อการแก้ไข  จนเรียกได้ว่าเป็นมะเร็งร้ายของวงการศึกษาเลยทีเดียว      
          ที่ผ่านมาการฝากเด็กเข้าโรงเรียนดังมีหลายช่องทาง  เช่น  ฝากผ่านทางคณะกรรมการสถานศึกษา สมาคมศิษย์เก่า  ฝากผ่านโรงเรียนโดยตรง  ฝากผ่านทางกลุ่มนายหน้าที่รู้จักกับสมาคมศิษย์เก่า คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหาร ข้าราชการครูในโรงเรียน  ฝากผ่านระบบอุปถัมภ์ เส้นสายต่าง ๆ ทั้ง กลุ่มนักการเมือง ผู้มีอำนาจ ผู้บริหารระดับสูง  ฝากผ่านผู้บริหารโรงเรียน  เป็นต้น  
          “สวนดุสิตโพล”  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  ได้สอบถามความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้บริหารโรงเรียน  ครู/อาจารย์  ผู้ปกครอง  และประชาชนทั่วไปในกรุงเทพฯ ปริมณฑล  จำนวน 1,737 คน  หัวข้อ  “ทำอย่างไรจึงจะให้นโยบายห้ามรับฝากเด็กเข้าเรียนสำเร็จ”   มีความเห็นในประเด็นการแก้ปัญหาฝากเด็กตามลำดับ  คือ  ออกกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้บริหารโรงเรียนที่ทำผิด 18.97%  ยกระดับทุกโรงเรียนให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานเดียวกัน 17.52%  ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการต้องเข้มงวดกวดขัน เอาจริงเอาจัง ลงมาดูแลด้วยตนเอง 15.32%  สร้างจิตสำนึกให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้มีค่านิยมในการฝากเด็ก  14.60%   ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 11.67%   ผู้ปกครองต้องเข้าใจและเห็นความสำคัญของนโยบาย /ควรรักลูกให้ถูกทาง  10.21%   ตัวเด็กเองจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียนที่เข้าศึกษาและยอมรับในความสามารถของตนเอง 5.14%  ควรมีการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์นโยบายฯ ให้ทั่วถึงและต่อเนื่อง 2.92%   ครู อาจารย์ ต้องช่วยกันดูแล สอดส่อง เป็นหูเป็นตา ภายในโรงเรียน 2.19%  และกระทรวงศึกษาธิการต้องสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอ เพื่อแก้ปัญหาการรับฝากเด็ก 1.46%  
          การฝากเด็กเป็นปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ เห็นว่าปีนี้อยู่ในช่วงการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองและรัฐบาลต้องปฏิรูปประเทศไทย   เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงในอนาคตที่จะต้องสร้างคน  หากไม่เริ่มต้นที่โรงเรียนโดยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ให้โอกาสผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถของผู้เรียนเองแล้ว  ความเหลื่อมล้ำและคุณภาพคงไม่เกิด  จึงได้ออกกฎ 9 ข้อ  เพื่อให้การดำเนินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2554  เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  เป็นธรรม  เสมอภาค  คือ  
          1. ให้ทุกโรงเรียนประชาสัมพันธ์ สร้างค่านิยมที่ถูกต้องในการรับนักเรียนตามนโยบาย  คือ เพื่อคุณภาพการศึกษา  และความเป็นธรรม  และให้โอกาสแก่นักเรียนทุกคน  2. ให้มีการวางแผนการรับนักเรียนที่ชัดเจน  และประสานแผนกับเขตและโรงเรียนคู่พัฒนา เพื่อให้เขตมีข้อมูลว่ามีเด็กเท่าไร  จะรับเท่าไร  ในแต่ละโรงเรียนมีสัดส่วนอย่างไร  3. ในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง  ให้รับนักเรียนรอบเดียว  ห้องเรียนไม่เกิน 50 คน  ยกเว้นห้องเรียนพิเศษ  4. นักเรียนทุกคนต้องมีที่เรียนตามความสามารถของตนเอง  โดยโรงเรียนต้องประสานแผนกับโรงเรียนคู่พัฒนา  และประกาศคะแนนตามลำดับอย่างโปร่งใส  5. การรับนักเรียนต้องเป็นไปตามแผน  การประกาศจับฉลาก  การสอบ  ผู้มีเงื่อนไขพิเศษ  อย่างละเท่าไร  ประกาศก่อนให้ชัดเจน  6. หากใช้วิธีการสอบ  ต้องประกาศโดยระบุคะแนนตามที่สอบได้  7. ห้ามไม่ให้มีการฝากและเรียกเงินในช่วงการรับนักเรียน   8. โรงเรียนต้องอำนวยความสะดวกในการขอรับทราบข้อมูลอย่างโปร่งใส  ทั้งจากผู้ปกครอง นักเรียน และคณะกรรมการติดตามการรับนักเรียน  9. ให้ทุกโรงเรียน  ทุกเขต  และ สพฐ. ถือเป็นภารกิจหลักที่ต้องรับนักเรียนตามนโยบาย  ผู้อ้างว่ารับฝากนักเรียนโดยหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม  ต้องดำเนินการตามกฎหมาย  และรายงาน สพป.  สพม.  สพฐ.  และ ศธ. 
          เชื่อว่า พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนอยากเห็นลูกหลานเป็นคนดี  แต่การหาที่เรียนให้ลูกหลานไม่จำเป็นต้องยึดติดไขว่คว้าหาโรงเรียนดัง  แม้ความดังความมีชื่อเสียงของโรงเรียนอาจเป็นตัวบ่งบอกถึงความคุณภาพของโรงเรียน  แต่โรงเรียนที่ไม่ดังก็ใช่ว่าจะไม่มีคุณภาพ  เพราะบางโรงเรียนอาจมีคุณภาพไม่แพ้โรงเรียนดังก็มีไม่น้อย  แต่ควรพิจารณาโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับการที่จะสั่งสอนอบรมให้เด็กเป็นคนดี จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเป็นคนดี  สอนให้รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล  รู้จักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา   การเรียนรู้ไม่จำกัดเพียงแค่การเรียนรู้จากครูในห้องเรียน  แต่เด็กต้องแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย  
          ปัจจุบันยังมีผู้หลงเชื่อว่าการศึกษาที่ดี  เกิดจากสถาบันที่มีชื่อเสียง  ความสามารถของผู้เรียนเป็นปัจจัยรองลงมา  จึงต้องขวนขวายวิ่งเต้นทุกวิถีทางเพื่อให้สามารถเข้าโรงเรียนดัง  บางคนต้องเสียเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อแลกกับการได้เข้าเรียน   แม้ว่าบางครอบครัวมีองค์ประกอบในชีวิตส่วนตัวที่ไม่เหมือนกัน  ประสบการณ์  ฐานะทางเศรษฐกิจ  หน้าที่การงานก็แตกต่างกัน  จึงขออนุญาตนำกลอนบทหนึ่งที่อ่านแล้วรู้สึกประทับใจมาฝากเพื่อให้ย้ำคิด..

 

 “
ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใครเขา
จงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว
ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
แค่บินไปให้ถึงฝันเท่านั้นพอ
   “