ทวิภาษา : ภาษาถิ่นนำไปสู่การเรียนรู้ภาษาไทยอย่างยั่งยืน

ทวิภาษา : ภาษาถิ่นนำไปสู่การเรียนรู้ภาษาไทยอย่างยั่งยืน

ฟาฏินา  วงศ์เลขา
จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 ต.ค. 52

          ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ โดยมีภาษาไทยมาตรฐานเป็นภาษาหลัก  และมีภาษาถิ่นย่อย  และภาษาถิ่นอื่นๆ อีกมากมายหลายตระกูลภาษา จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีภาษาถิ่นไม่น้อยกว่า 70 ภาษาเลยทีเดียว  
          ภาษาถิ่น คือ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยจะมีเอกลักษณ์เฉพาะที่สำคัญของภาษาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ทางภูมิศาสตร์   สำหรับภาษาถิ่นย่อยหลัก แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ   ภาษาไทยถิ่นกลาง  ภาษาไทยถิ่นอีสาน ภาษาไทยถิ่นเหนือ  และภาษาไทยถิ่นใต้  โดยมีจำนวนผู้ใช้ร้อยละ 39,  28,  10  และ  9 ตามลำดับ  นอกจากนี้ คนไทยยังมีการใช้ภาษาถิ่นอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน  เช่น ภาษาเขมรถิ่นไทย  ภาษาไทยเลย  ภาษามลายูถิ่น  ภาษากูย  ภาษาญ้อ  ภาษาลาวหล่ม  ภาษากะเหรี่ยง  ภาษามอญ  ภาษาม้ง  ภาษาลัวะ  ภาษาอาข่า  ภาษามูเซอ ภาษาจีนฮ่อ  ภาษาอึมปี  ภาษาทวาย  ภาษามลาบรี (ตองเหลือง)  เป็นต้น  
          เสน่ห์ที่สำคัญของภาษาถิ่น นอกจากจะใช้สื่อความหมายกับบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันให้เข้าใจตรงกันแล้ว  ภาษาถิ่นยังมีความโดดเด่น  ความงดงามของภาษา การที่เรารู้และเข้าใจภาษาถิ่น จะช่วยในการเรียนรู้วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันของแต่ละท้องถิ่นโดยปริยาย เช่น การแสดงมโนราห์ของภาคใต้ ที่ต้องใช้ภาษาถิ่นใต้  หากใช้ภาษาไทยกลางหรือภาษาถิ่นอื่น ก็จะไม่สื่อความหมาย  ทำให้หมดอรรถรสโดยสิ้นเชิง 
          จากนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขยายโอกาสทางการศึกษาสู่เด็กทุกคนในประเทศไทย  และได้มีการสำรวจข้อมูลการใช้ภาษาของนักเรียน  ครู  และชุมชน จาก 21 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ใน 9 จังหวัดตามแนวชายแดน เมื่อปีงบประมาณ 2551  พบว่า นักเรียนใน 9 จังหวัด มีการใช้ภาษาถิ่นแตกต่างกันกว่า 30 ภาษา มีโรงเรียน 940 โรง  จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 3,721 โรง หรือร้อยละ 25.26 ที่นักเรียนใช้ภาษาถิ่นอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน  เกินกว่าร้อยละ 50 ซึ่งบางโรงเรียนนักเรียนใช้ภาษาถิ่นเดียวกัน บางโรงเรียนนักเรียนใช้ภาษาถิ่นแตกต่างกัน 4-5 ภาษา  
          แม้ว่าเด็กและเยาวชนตามแนวตะเข็บชายแดนและในพื้นที่ห่างไกล  ได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนมากขึ้น  แต่เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการใช้ภาษาถิ่นซึ่งเป็นภาษาแม่ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน  จึงมักมีปัญหาและอุปสรรคในการเรียนรู้มากกว่าเด็กในพื้นที่อื่น ๆ ที่ใช้ภาษาไทย สพฐ. จึงได้ดำเนินโครงการทดลองโดยการนำภาษาถิ่นร่วมจัดการเรียนรู้ในหลายรูปแบบ  ทั้งโครงการทวิภาษาเต็มรูปแบบ (ภาษาไทย-ภาษาถิ่น)  โครงการนำภาษาถิ่นร่วมจัดการเรียนรู้  และโครงการจัดสอนภาษาและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นรายวิชาภูมิปัญญา
          “จากการรายงานผลการดำเนินโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยโรงเรียนตามแนวชายแดนและพื้นที่พิเศษ  โดยนำภาษาท้องถิ่นมาร่วมจัดการเรียนรู้ หรือโครงการทวิภาษา ซึ่งได้มีการนำร่องไปนั้น  พบว่า  เด็กมีความมั่นใจ  กล้าคิด กล้าแสดงออก  และมีความสุขกับการเรียนมากขึ้น  เพราะสามารถสื่อสารทำความเข้าใจกับครูได้เป็นอย่างดี  และโครงการทวิภาษามีการปรับกระบวนการเรียนการสอน  เช่น  จัดทำสื่อการเรียนรู้พื้นฐานเชื่อมโยงภาษาถิ่นกับภาษาไทย  หรือให้คณะกรรมการสถานศึกษา  ผู้นำชุมชน  ร่วมกันออกแบบสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเด็กตามบริบทของแต่ละพื้นที่  อีกทั้งจากการสำรวจในช่วงที่ผ่านมา  กลุ่มเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ หรือ NT ต่ำกว่ากลุ่มอื่น เป็นเด็กที่อยู่ตามแนวชายแดน  ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาหลัก  ครอบครัวมีการศึกษาไม่สูง  และมาจากครอบครัวที่ยากจน  ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนในระบบมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตามแนวชายแดน  แต่มีการย้ายถิ่นฐานกระจายอยู่ทุกพื้นที่  ดังนั้นจะมอบหมายให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาขยายผลโครงการทวิภาษาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ดังกล่าวต่อไป”  ข้อความตอนหนึ่งจากคำให้สัมภาษณ์ของ  คุณหญิงกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา  เลขาธิการ กพฐ.
          สำหรับการจัดการเรียนการสอนโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยโรงเรียนตามแนวชายแดนและพื้นที่พิเศษโดยใช้ภาษาท้องถิ่นร่วมจัดการเรียนรู้ หรือโครงการทวิภาษานี้  ในช่วงแรก ๆ จะแตกต่างจากกระบวนการที่ใช้กับเด็กทั่วไปที่ใช้ภาษาไทยสื่อสารในชีวิตประจำวัน  โดยเด็กจะเริ่มเรียนด้วยภาษาถิ่น (ภาษาแม่) ก่อน  และใช้ภาษาถิ่นในการสอน  ขณะเดียวกันก็จะค่อย ๆ เติมภาษาไทยเข้าไป  เริ่มจากระดับฟัง พูด  เข้าสู่ระดับอ่าน เขียน  เมื่อเด็กเข้าใจภาษาไทยได้ดีแล้ว  จึงจะใช้ภาษาไทยในการเรียนการสอนอย่างเช่นเด็กทั่วไป  ที่สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ ความคุ้นเคยในภาษาที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน มีผลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์  เพราะเด็กจะไม่สามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้ดีหากไม่ใช้ภาษาที่เด็กคุ้นเคย
          มีงานวิจัยจากหลายประเทศที่สนับสนุนความคิดที่ว่าการเรียนภาษาที่สองจะสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อได้มีการฝึกอ่านเขียนภาษาแม่จนเกิดความเชี่ยวชาญเสียก่อน เช่น  กัวเตมาลา (อเมริกากลาง)  พบว่า  นักเรียนที่ได้เรียนหนังสือโดยใช้ภาษาแม่เป็นสื่อการสอนมาก่อน ต่อมาเมื่อเรียนโดยใช้ภาษาที่สองเป็นสื่อการสอนได้คะแนนสอบสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ภาษาที่สองมาตั้งแต่แรก  ฟิลิปปินส์  พบว่า  นักเรียนที่ภาษาแม่เป็นภาษาที่ใช้ในการศึกษาแบบทวิภาษา และมีโอกาสได้พูดภาษาแม่ที่บ้าน เรียนเก่งกว่านักเรียนที่ไม่ได้พูดภาษาแม่ที่บ้าน  แคนาดา พบว่า นักเรียนจากกลุ่มภาษาหลักที่ได้รับการสนับสนุนให้เรียนหนังสือโดยใช้ภาษาแม่เป็นสื่อการสอนมาก่อน สามารถเรียนหนังสือที่ใช้ภาษาที่สองเป็นสื่อได้ดีกว่านักเรียนที่ไม่มีโอกาสสัมผัสภาษาแม่  ส่วนสหรัฐอเมริกา นักเรียนชาวนาวาโจที่โรงเรียนร็อคพอยต์ ที่ได้เรียนหนังสือโดยใช้ภาษาแม่เป็นสื่อการสอนมาก่อน  เวลาเรียนภาษาที่สองได้คะแนนสอบมากกว่านักเรียนที่เรียนภาษาที่สองมาตลอด  เป็นต้น
          การเรียนรู้ภาษาไทยระบบทวิภาษาจะต้องสร้างรากฐานการเรียนรู้โดยเริ่มจากภาษาถิ่น    สร้างสะพานเชื่อมโยงจากภาษาถิ่นสู่ภาษาไทย  สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้ภาษาไทย ภาษาท้องถิ่น และภาษาต่างประเทศ  ที่สำคัญคือการนำภาษาประจำชาติเข้าไปใช้ในการเรียนการสอนควรเป็นไปในลักษณะเพิ่มเติมเข้ากับภาษาแม่  ต้องไม่ก้าวเร็วจนเกินไป  และจะต้องประเมินความพร้อมของผู้เรียนเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ