รักการอ่าน กลไกการเรียนรู้สู่โลกกว้าง

รักการอ่าน กลไกการเรียนรู้สู่โลกกว้าง

ฟาฏินา วงศ์เลขา

           การก้าวเข้าสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้นั้น คนในสังคมจำเป็นต้องมีความตื่นตัวในการแสวงหาความรู้จากแหล่งต่างๆ อย่างรอบด้าน เพราะโลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งยุคข้อมูลข่าวสาร ความรู้จากตัวอักษรทั้งหลายสามารถถ่ายทอดผ่านการอ่าน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาเรียนรู้ เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล เกิดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น  
           “การอ่านคือพื้นฐานของการสร้างคน และคนคือพื้นฐานของการสร้างชาติ”  เรามักได้ยินคำกล่าวเช่นนี้กันบ่อย ๆ  อีกทั้งหลายท่านยังคงเห็นว่า การอ่านหนังสือของคนไทยยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ดังนั้น นโยบายภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านให้มากขึ้น
           จากผลการสำรวจการอ่านหนังสือของคนไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2551พบว่า เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่อ่านเองหรือผู้ใหญ่อ่านให้ฟังมีร้อยละ 36.0 ส่วนผู้ที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป อัตราการอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนหรือนอกเวลาทำงานมีร้อยละ 66.3 โดยกลุ่มเด็กมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าวัยอื่น โดยมีอัตราการอ่านลดลง คือ จากร้อยละ 69.1 เมื่อปี 2548  เป็นร้อยละ 66.3 ในปี 2551  และเมื่อย้อนกลับไปดูผลการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2548 พบว่า คนไทยที่ไม่อ่านหนังสือมีมากถึง 22.4 ล้านคนหรือเกือบร้อยละ 40 ของคนไทยทั้งประเทศ แต่เมื่อเราเหลียวไปมองอีกหลายประเทศจะเห็นว่ามีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าประเทศไทยหลายเท่านัก อย่างเช่น ญี่ปุ่น  สิงคโปร์  หรือแม้แต่เวียดนามที่มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม ในขณะที่คนไทยได้อ่านหนังสือเฉลี่ยเพียงปีละ 2 เล่มเท่านั้นเอง  
           แม้ว่าในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้มีหน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและขับเคลื่อนให้คนไทยรักการอ่าน  โดยเฉพาะการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน  เนื่องจากเห็นว่าการอ่านเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความรู้  ความทรงจำ และนิสัยรักการอ่านให้ติดตัวเด็กไปจนเติบโตถึงวัยผู้ใหญ่   การอ่านส่งผลถึงความก้าวหน้าในการศึกษาเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น อันจะนำไปสู่การสร้างความก้าวหน้าให้กับสังคมและประเทศชาติต่อไป
           คงต้องช่วยกันคิดและร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนไม่ให้การอ่านของคนไทยต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่  เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือที่มีพลังอย่างยิ่ง  ระบบการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการอ่านเพื่อพัฒนาชีวิต  ไม่ใช่เพียงเพื่อการสอบแข่งขันหรือการสอบผ่านเพื่อให้ได้รับใบรับรองหรือประกาศนียบัตร จึงเป็นเหตุให้ปัจจุบันเด็กและเยาวชนในวัยเรียนไม่ได้อ่านหนังสือหรือหาความรู้จากแหล่งอื่น ๆ นอกเหนือจากเนื้อหาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรหรือหนังสือเรียนเท่านั้น
           การส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของคนไทยจำเป็นต้องการขับเคลื่อนโดยเริ่มจากที่บ้าน  ก้าวสู่โรงเรียนเมื่อถึงวัยเรียน  ขยายไปสู่ทุกคนและสังคมรอบข้าง ให้ได้รับความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  เพราะถ้าขาดนิสัยการอ่านย่อมส่งปัญหากระทบถึงการเขียนและสืบเนื่องไปสู่การติดต่อสื่อสารระหว่างกันอีกด้วย
           ผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดเด็กและเยาวชนที่สำคัญยิ่งในการปลูกฝังผลักดันและเป็นแบบอย่างที่ดีด้านการอ่านด้วยวิธีการที่แตกต่างหลากหลายตามบริบท  เช่น  การสนับสนุนด้วยการจัดหาหนังสือวางไว้ในมุมต่าง ๆ ในบ้าน ให้บุตรหลานสามารถหยิบอ่านได้ง่ายและสะดวก  ทั้งนี้ จำเป็นต้องคัดเลือกหนังสือหรือสื่อที่เหมาะสมตามวัยและหลากหลาย  ทั้งหนังสือพิมพ์  การ์ตูน  วารสาร  นิตยสาร  รวมถึงสื่อเทคโนโลยี และสื่ออื่น ๆ   ที่ให้ทั้งความรู้  ความเพลินเพลิด  ความบันเทิง   
           ที่สำคัญอย่างยิ่งต้องไม่ยัดเยียดหรือบังคับขู่เข็ญให้เด็กต้องอ่านหรือเรียนรู้   แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์/วีธีการที่จะกระตุ้นให้เด็กอยากรู้  อยากเห็น  และอยากเรียนรู้ด้วยตนเอง  ซึ่งถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านและคงอยู่ในตัวตนอย่างยั่งยืนตลอดไป
           “ผมรู้สึกเป็นห่วงเรื่องการอ่านหนังสือของเด็กไทย  เพราะจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  บอกไว้ว่า เด็กไทยอ่านหนังสือวันละไม่เกิน 8 บรรทัด ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวน่าจะทำให้รัฐบาล ผู้ปกครอง  หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระตือรือร้นและประเมินว่าควรจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไรมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันเรื่องการส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติด้วย และอยากเห็นคนไทย  เด็กไทยถือหนังสืออ่านกันตามสถานที่ต่างๆ เหมือนกับประชาชนในประทศอื่นอีกด้วย” คำว่าตอนหนึ่งของ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ
           ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ  โดยกำหนดให้ปี 2552-2561 เป็น “ทศวรรษแห่งการอ่าน” และกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  เป็น “วันรักการอ่าน” เพื่อรณรงค์พัฒนาสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการอ่านยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
           การขับเคลื่อนการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นกับคนไทยอย่างเป็นรูปธรรมด้วยวิธีการที่หลากหลาย  ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง