โรงเรียนวิถีอิสลาม รูปแบบการศึกษาที่โดนใจชุมชนมุสลิม

 โรงเรียนวิถีอิสลาม
รูปแบบการศึกษาที่โดนใจชุมชนมุสลิม

ฟาฏินา วงศ์เลขา
จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 มี.ค. 52

          การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตเป็นพลเมืองที่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข  การจัดการศึกษาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่  โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเช่นพื้นที่ในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้วิชาสามัญควบคู่ศาสนาอิสลาม 
          อิสลามศึกษาได้เข้ามาในระบบโรงเรียนรัฐบาลมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี  เมื่อก่อนจัดสอนเฉพาะใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น  ต่อมาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544  ได้กำหนดให้ผู้เรียนที่นับถือศาสนาอิสลามได้เรียนรู้อิสลามศึกษา  ในสาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยสถานศึกษาส่วนใหญ่ได้จัดสอนอิสลามศึกษาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  ปัจจุบันมีสถานศึกษาเปิดสอนอิสลามศึกษามากกว่า 30 จังหวัด  ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ยึดมั่น ศรัทธา และปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลาม เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุขนั่นเอง  
          แต่สำหรับพื้นที่ในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งมีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมาก ประมาณ 80% นั้น การจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษา ประมาณ  2 ชั่วโมง/สัปดาห์  ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน  เนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้วิชาสามัญควบคู่กับวิชาด้านศาสนาที่เข้มขึ้น ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายให้นำร่องเปิดสอนวิชาสามัญควบคู่วิชาศาสนา หรือที่เรียกกันว่า “อิสลามศึกษาแบบเข้ม” ในโรงเรียนรัฐบาล ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส  สตูล  และสงขลาบางส่วน  โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2549  จำนวน 142 แห่ง และขยายเพิ่มในปีการศึกษา 2551 จำนวน 132 แห่ง ปัจจุบันมีโรงเรียนที่เปิดสอนอิสลามศึกษาแบบเข้ม รวม 274 แห่ง  และเมื่อผู้เรียนจบหลักสูตรจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้งด้านสามัญและศาสนา  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่จะก้าวเดินต่อไปเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนรัฐบาล
          โรงเรียนบ้านจะแนะ  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 3  เป็นโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดง  ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงเรียนต้นแบบในการจัดสอนวิชาสามัญควบคู่ศาสนาในโรงเรียนของรัฐ  โดยได้ทดลองเปิด “ห้องเรียนวิถีอิสลาม” เพียง 1 ห้องเรียน ในปีการศึกษา 2547  และในปีการศึกษา 2548  ได้ขยายห้องเรียนวิถีอิสลามในชั้น ป.1 ทุกห้องเรียน เนื่องจากเป็นที่พึงพอใจของผู้ปกครองและชุมชน  โดยได้จัดสอนอิสลามศึกษาควบคู่กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยการเพิ่มชั่วโมงเรียนอิสลามศึกษาจาก 2 ชั่วโมง เป็น 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  เน้นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของมุสลิม ซึ่งถือเป็นการศึกษาที่สนองตอบต่อความต้องการของชุมชน และสอดคล้องกับวิถีชีวิต  อีกทั้งชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการจัดการศึกษาอีกด้วย
          สำหรับกระบวนการจัดการเรียนการสอนห้องเรียนวิถีอิสลามของโรงเรียนบ้านจะแนะ  เป็นการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่ผสมผสานทั้งการเรียนวิชาสามัญควบคู่กับวิชาอิสลามศึกษา คือ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ของวิชาสามัญ ประกอบด้วย ภาษาไทย  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ภาษาอังกฤษ  สังคมศึกษา  สุขศึกษา/พลศึกษา  ศิลปะ/ดนตรี  การงานอาชีพฯ  และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว/ลูกเสือ/ชุมนุม)  มีครูประจำการโรงเรียนบ้านจะแนะ เป็นผู้รับผิดชอบโดยใช้วิธีจัดการเรียนการสอนบูรณาการทุกวิชาโดยยึดภาษาไทยเป็นหลัก  ส่วนสาระการเรียนรู้อิสลามศึกษา ประกอบด้วย อัล-กุรฺอาน  อัล-หะดีษ  ศาสนบัญญัติ  ศาสนประวัติ  หลักการศรัทธา   จริยธรรม  ภาษาอาหรับ  และภาษามลายู  มีวิทยากรจากชุมชนดารุลนาอีมเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเน้นให้นักเรียนปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม เช่น การละหมาด  การอ่านดุอาอฺ  การสลามเมื่อพบกัน  เป็นต้น
          ส่วนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น เน้นการปฏิบัติจริงของนักเรียนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของมุสลิม เช่น  ฝึกการให้สลามหรือการทักทายแบบมุสลิม การทำความเคารพ และฝึกมารยาทอื่นๆ การสอนอ่านอัล-กุรอานช่วงเช้าก่อนเคารพธงชาติ การปฏิบัติละหมาดทุกวัน การอบรมหลังละหมาด  การละหมาดวันศุกร์ การเข้าค่ายจริยธรรมเดือนละ 2 ครั้ง การเข้าค่ายเดือนเราะมะฎอน  กิจกรรมช่วยเหลือเพื่อนนักเรียน กิจกรรมชุมนุมต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี การแข่งขันกีฬา โดยจัดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของมุสลิม เป็นต้น
          จากการประเมินผลพบว่า การจัดการเรียนรู้ห้องเรียนวิถีอิสลาม เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ชุมชนมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้น  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น การขาดเรียนลดลง และเรียนรู้อย่างมีความสุข อีกทั้งสามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาได้อย่างถูกต้อง  
          นายอาไซน์น่า อับดุลเลาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจะแนะ เล่าให้ฟังพร้อมกับรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจในภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้นในชุมชนของตนเองว่า กว่าจะมาเป็นห้องเรียนวิถีอิสลามนั้น โรงเรียนกับผู้นำชุมชนได้ร่วมกันวิเคราะห์ทำให้พบปัญหาหลายประเด็น  เช่น  นักเรียนที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา บางส่วนมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของสังคม เช่น ก้าวร้าว ติดยาเสพติด  มั่วสุมในอบายมุข ละเลยและไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนา และผู้ปกครองบางส่วนไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาเท่าที่ควร ทำให้นักเรียนขาดเรียนค่อนข้างมาก การเรียนอ่อน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ อีกทั้ง การจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษา สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น ชุมชนจึงต้องการให้โรงเรียนบ้านจะแนะจัดการเรียนการสอนที่เน้นคุณธรรม จริยธรรม  โดยการเพิ่มอิสลามศึกษาจาก 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็น 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทของประชาชนในพื้นที่ โดยชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีผู้นำ ผู้บริหาร ครูผู้สอนจากหน่วยงานและโรงเรียนต่าง ๆ จากหลายจังหวัดทั้งใกล้ไกลได้มาเยี่ยมชมศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโรงเรียนบ้านจะแนะจำนวนมาก  
           “ผมและคณะมีความรู้สึกดีใจและสนใจที่ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวชุมชน ในอันที่จะส่งเสริมการเรียนการศึกษาทั้งภาควิชาการและภาคภาษาทางศาสนาอิสลาม ด้วยความร่วมมือร่วมใจอย่างดียิ่ง  ขอให้มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในอันที่จะช่วยกันทำนุบำรุงโรงเรียนและศาสนาให้มีความรุ่งเรืองสืบต่อไป”  พลโท วีระ  สินธุวงศานนท์ หัวหน้าคณะตรวจเยี่ยมโครงการฯ กองงานในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ : 22  กุมภาพันธ์ 2548 
           “ขอชื่นชมในความคิดริเริ่มที่จัดให้มีการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่ผสมผสาน ทั้งการเรียนสายสามัญกับการศึกษาศาสนาควบคู่กันไป สร้างความสมดุลในความรู้ ทั้งทางโลกและทางธรรมให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่เยาว์วัย สร้างความอบอุ่นใจแก่ชุมชนและผู้ปกครอง” นายบรรหาร  ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี : 21 พฤษภาคม 2548   
           “ยินดีที่ได้มาเยี่ยมโรงเรียนบ้านจะแนะ ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงเรียนวิถีอิสลาม หลังจากดำเนินการประสบความสำเร็จ  สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ปกครองที่ส่งลูกมาเรียนมากขึ้น และนักเรียนมีผลการเรียนที่ดี   จึงขอแสดงความชื่นชม และหวังว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับสถานศึกษาอื่น ๆ ต่อไป” คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน : 8 กุมภาพันธ์ 2550 
          การจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่ผสมผสาน ระหว่างการเรียนวิชาสามัญกับการศึกษาศาสนาควบคู่กันไป ถือเป็นการสร้างความสมดุลในความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และเกิดความร่วมมือร่วมใจ  ความสมัครสมานสามัคคีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และนี่คือตัวแปรหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสันติสุขให้เกิดขึ้นในชุมชนได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน