ศธ.รวมพลัง สร้างความปรองดองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

ศธ.รวมพลัง
สร้างความปรองดองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

ฟาฏินา วงศ์เลขา
จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 33 ส.ค. 52

          คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางความคิดเห็นของประชาชนคนร่วมชาติมาเป็นระยะๆ  จนวันนี้ความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายได้นำไปสู่วิกฤติความรุนแรงถึงขั้นเกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ สังคม และความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ซึ่งหลายคนไม่เคยคิดฝันว่าวิกฤติหนักเช่นนี้จะเกิดขึ้นในสังคมไทย อันได้ชื่อว่าเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ที่ผู้คนต่างมีน้ำใจ ร่วมสร้างความประทับใจให้กับแขกผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกมาช้านาน  
          จากวิกฤติความรุนแรงอันเกิดจากความขัดแย้งและการไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างนี้เอง ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องประกาศ “แผนปรองดองแห่งชาติ”  ขึ้น อันประกอบด้วยหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างการเมืองที่ดี สร้างสรรค์สื่อ สะสางเหตุการณ์ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอความคิดเห็น เพื่อนำไปหลอมรวมให้เป็นแนวคิดสำคัญของชาติในการร่วมกันเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยด้วยพลังความสามัคคีของคนในชาติ  ทั้งนี้ นอกจากมีเป้าหมายหลักคือแก้วิกฤติปัญหา  ของประเทศชาติแล้ว ยังหวังให้เป็นของขวัญที่มีความหมายและมีคุณค่าสำหรับคนไทยทุกคนในวัน ขึ้นปีใหม่ 2554 นี้ด้วย 
          หลายคนมองในมุมเดียวกันว่า การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำแผนการปรองดองแห่งชาติไปสู่ความสำเร็จ และกระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบถึงแนวทางที่จะผลักดันส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการปรองดองอย่างเป็นระบบและได้จัดทำแผนการดำเนินงาน โครงการต่าง ๆ  รองรับ  เพื่อให้สถานศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมแรงร่วมใจจัดกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความริ่มเริ่มสร้างสรรค์ที่จะเป็นพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนกระบวนการให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าประเทศด้วยแผนปรองดอง  และใช้การศึกษาสร้างความเป็นพลเมืองดีและสร้างภาคีเครือข่าย  เพื่อให้เกิดพลเมืองยุคใหม่ที่เป็นเป้าหมายหลักของการปฏิรูปการศึกษารอบสอง
          “สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาคือ เรื่องของคุณภาพของคนที่จะสะท้อนผ่านทักษะการดำรงชีวิต จะต้องปลูกฝังให้กับเด็กและเยาวชนสามารถมีทักษะของการดำรงชีวิตในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ ในการผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูป ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งที่มีความตื่นตัวกันมากขึ้นในขณะนี้ก็คือ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากการปฏิบัติและการร่วมกิจกรรม” คำกล่าวตอนหนึ่งของนายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดโครงการ “ศธ. รวมพลัง สร้างความปรองดอง เพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย” เมื่อวันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2553  ณ ห้องส่งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT  
          นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำอีกว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในเรื่องของการปรองดอง คือ ทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องเข้ามาช่วยกันผลักดันและมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และสิ่งที่สำคัญในการวางรากฐานสังคมให้เข้มแข็งเกิดความปรองดองอย่างแท้จริงและยั่งยืนได้ นั่นคือการพัฒนาคน อีกทั้งการดำเนินการกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมได้รับรู้ถึงความสำคัญของกิจกรรมที่จะปลูกฝังและกระตุ้นค่านิยมที่ถูกต้องในการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม  
          เพื่อขับเคลื่อนการรวมพลังนำไปสู่ความสำเร็จ  จากแผนปรองดองแห่งชาติของรัฐบาล   ถึงการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (Civic Education) ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องของสถานศึกษาทุกสังกัดทั่วประเทศ  ทั้ง 5 องค์กรหลักจึงมีส่วนร่วมในการจัดทำ “แนวทางการดำเนินงานตามแผนปรองดองแห่งชาติ” โดยการกำหนด 3 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาทุกระดับเสริมทักษะและสำนึกของความเป็นพลเมืองเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง  ยุทธศาสตร์ที่ 2 : สร้างเครือข่ายและช่องทางเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลอย่างยั่งยืน  ยุทธศาสตร์ที่ 3 : สร้างความตระหนักและระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง 
         “การเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยด้วยแผนการปรองดอง  ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน  กระทรวงศึกษาธิการจะรวมพลังภาคีเครือข่ายให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเพื่อเดินหน้าแผนปรองดองต่อไป  โดยทุกสถานศึกษาจะมีกิจกรรมสร้างความปรองดองระดับห้องเรียน  ระดับโรงเรียน  สู่ระดับชุมชน และจะปรับปรุงเนื้อหาสาระหลักสูตรที่เน้นเรื่องของการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง  ที่มีความเข้มแข็ง  เคารพกติกา เคารพผู้อื่น  อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข และมีคุณลักษณะของการใฝ่รู้ ใฝ่ดี และคิดเป็นทำเป็นแก้ปัญหาเป็น  ผมอยากให้กิจกรรมมีความหลากหลายของแต่ละสถานศึกษาที่จะนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองให้ประสบความสำเร็จ อีกทั้งสร้างสังคมที่ปรองดอง สร้างสังคมประชาธิปไตย สร้างสังคมความรู้ คู่คุณธรรมให้เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราได้อย่างแท้จริง” คำให้สัมภาษณ์บางส่วนของนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
          นับจากนี้ต่อไปกระทรวงศึกษาธิการคงจะเดินหน้ากิจกรรมเพื่อสร้างความปรองดองตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้มากมายหลากหลาย เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีจิตสำนึก มีค่านิยมที่ถูกต้อง ตามความคาดหวังของสังคม และมีความพร้อมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายได้อย่างสงบและสันติ